วัยรุ่นหรือใครที่คิดจะดื่มเหล้าคงต้องหยุดคิด เมื่อมีข้อมูลทางการแพทย์รายงานชัดว่า แอลกอฮอล์ทำให้เกิดอารมณ์ที่เป็นสุขและครื้นเครง เพราะมีฤทธิ์กดประสาทพร้อมกับกระตุ้นให้สมองมีการหลั่งสารแห่งความสุข อาทิ โดปามีน เอ็นโดรฟีน ฯลฯ
แต่การดื่มอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอนั้นทำให้สมองเปลี่ยนแปลง และพร่องสารแห่งความสุข เกิดภาวะซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน และเกิดโรคสมองติดยาได้ ในทางวิชาการแอลกอฮอล์ทำให้สมองที่เกี่ยวข้องกับความสุขและความอยากเปลี่ยนไป อาการที่สำคัญ คือ อยากเหล้าได้ง่าย แต่กลับดื้อต่อสิ่งที่ให้ความสุขใจตามธรรมชาติ ทำให้เป็นคนที่มีความสุขได้ยาก มีแต่แอลกอฮอล์เท่านั้นที่พอจะกระตุ้นให้สมองหลั่งสารแห่งความสุขได้
แน่นอนว่ายิ่งผู้ดื่มอายุน้อยเท่าไหร่ โอกาสที่จะเติบโตขึ้นมากลายเป็นคนติดสุราก็จะมีมาก และเมื่อดื่มอย่างต่อเนื่องยาวนาน สมองจะปรับตัวตื่นตัวมากขึ้น ส่งผลให้นักดื่มต้องดื่มปริมาณที่มาก เพื่อให้ได้สมองหลั่งสารที่เป็นสุขเท่าเดิม เกิดอาการที่เรียกว่า "ดื้อแอลกอฮอล์" ลองมาดูผลกระทบทางด้านสุขภาพที่จะเกิดขึ้นเมื่อมีปริมาณแอลกอฮอล์มากจนเกินไป ตั้งแต่ชัก สมองสับสน อาการทางจิตแทรกซ้อน เป็นต้น
นักดื่มรุ่นเยาว์ที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นวัยเรียน ซึ่งเป็นวัยที่ไม่ควรข้องแวะกับน้ำเมาอยู่แล้ว ถ้าดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปจะส่งผลต่อการเรียนอย่างปฏิเสธไม่ได้ ประกอบกับแอลกอฮอล์ยังส่งผลกระทบต่อสมองส่วนหน้าที่เกี่ยวข้องกับการคิดและตัดสินใจทำงานย่ำแย่ลง ขาดความยับยั้งชั่งใจ กลับกลายเป็นคนที่ใช้อารมณ์มากกว่ายึดเหตุผล และทำในสิ่งที่ผิดพลาด ทั้งทำร้ายตัวเอง ทำร้ายผู้อื่น ตีรันฟันแทง ทะเลาะวิวาท ฯลฯ
เหล้าสุราที่เป็นสิ่งเร่งเร้าให้วัยรุ่นกระทำความผิดนั้นเป็นอีกความจริงที่น่ากลัว นอกเหนือจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลกระทบทางด้านร่างกายทำลายไปจนถึงระบบสมอง ความจริงของเยาวชนที่เคยกระทำผิดกฎหมายบ้านเมืองจนต้องถูกจองจำในสถานควบคุม หรือที่ชาวบ้านเรียกกันทั่วไปว่า "คุกเด็ก" นั้น บนเส้นทางชีวิตของพวกเขาล้วนพัวพันกับอบายมุข เหล้าสุรา นารี การพนัน หลายบทเรียนชีวิตที่พลิกผัน เสียโอกาสในการใช้ชีวิตตามแบบวัยรุ่นทั่วไป มีแอลกอฮอล์เป็นตัวการสำคัญก่อนก่อเหตุหรือกระทำผิด เจาะลึกลงไปครอบครัวของพวกเขาล้วนอยู่ในครอบครัวที่ผุกร่อนอ่อนแอ ขณะเดียวกันสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงมีปัจจัยเร่งเร้าให้เดินในเส้นทางที่ไม่ควรเดินมากขึ้น ขาดที่พึ่งที่คอยชี้แนะด้วยความเข้าใจ
เตชาติ มีชัย หัวหน้าฝ่ายกฎหมายมูลนิธิคุ้มครองเด็ก ตอกย้ำความจริงนี้ด้วยการเผยผลสำรวจจากการทำงานของมูลนิธิ ซึ่งพบว่า ร้อยละ 70 ของกรณีที่มีปัญหาคุกคามทางเพศ กระทำรุนแรงต่อเด็ก A P
ผู้ที่ก่อเหตุมักจะดื่มสุรามาก่อนลงมือ ที่น่าวิตกกังวลคือกรณีคุกคามทางเพศที่เยาวชนทำกับเยาวชนมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัว ซึ่งสอดคล้องกับการขยายตัวของจำนวนธุรกิจร้านเหล้าที่ขยายตัวขึ้นอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะร้านเหล้าปั่น ขณะเดียวกันร้านรวงต่างๆ เหล่านี้ตั้งอยู่ใกล้สถานศึกษา ทำให้เยาวชนเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้โดยง่าย เห็นว่ามาตรการควบคุมร้านเหล้าและเหล้าปั่นรอบสถานศึกษาที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ต้องเร่งผลักดันให้มีผลในทางปฏิบัติโดยเร็วที่สุด และหวังว่าคงไม่มีใครอ้างผลกระทบด้านการท่องเที่ยวมาขัดขวางมาตรการเพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนอีก
"เติ้ล" เยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก เป็นหนึ่งในเยาวชนที่ก้าวพลาด และต้องใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้ บอกว่า เคยหลงผิดใช้ชีวิตไปในทางที่พลาดไป ช่วงวัยรุ่นคึกคะนอง อยากรู้ อยากลอง และอยากได้รับการยอมรับจากพรรคพวกเพื่อนฝูง การดื่มเหล้าเป็นวิธีหนึ่งในการเข้าแก๊ง และด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์บวกกับการตัดสินที่ผิดพลาดเพียงเสี้ยวนาที ทำให้ชีวิตต้องเสียโอกาส เสียอนาคต อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รับเลือกมาอยู่บ้านกาญจนภิเษก ผ่านการอบรมสั่งสอน ผ่านกระบวนการต่างๆ และได้รับความอบอุ่นจากเจ้าหน้าที่ ทำให้ตนเปลี่ยนแปลงความคิดจากเดิมไปมาก รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า
"การกระทำผิดที่ผ่านมาเป็นเพียงช่วงหนึ่งของชีวิตที่เราทำพลาดไป ยังเหลือเวลาอีกมากมายให้ทำความดี ทั้งต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม ทุกครั้งที่มีโอกาสร่วมกิจกรรมของบ้านหลังนี้ออกไปบอกเล่าประสบการณ์ชีวิตที่พลาดพลั้งไป ตนจะบอกกับน้องๆ และเพื่อนๆ ในวัยเดียวกันให้ใช้ชีวิตอย่างมีสติ อย่าริเป็นนักเรียนนักเลง อย่ายุ่งเกี่ยวกับเหล้าบุหรี่ สิ่งเสพติด ส่วนใครที่กำลังทำอยู่ขอให้เลิกโดยเด็ดขาดเพื่อที่จะได้มีโอกาสดีๆ ในชีวิต" นี่คือเสียงจากใจวัยรุ่นผู้เคยกระทำความผิด เยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก ซึ่ง ณ นาทีนี้เขาตัดใจไม่ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเลวร้ายเหล่านั้นอีกแล้ว และอยากให้เยาวชนผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตไปได้ ที่สำคัญตระหนักในคุณค่าของตนเอง เกิดความรู้สึกผิดชอบชั่วดี
อาหาร 7 อย่างที่พึงเลี่ยงเมื่อท้องว่าง
เมื่อคนมันหิว อะไรใกล้มือก็มักจะคว้าเข้าปากกันไปก่อน ใครมีนิสัยอย่างนี้ขอให้ ลองปรับตัวเสียใหม่
เพราะอาหารบางอย่างอาจเป็นเมนูที่ไม่ ค่อยเหมาะกับร่างกายในยามนั้นได้ “7 เมนู ที่ควรหลีกเลี่ยงยามท้องว่าง” ที่จะนำมาบอกกล่าวในครั้งนี้ นำมาจากคอลัมน์ “สุข กาย” ในจดหมายข่าว “สร้างสุข” ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ( สสส.) เดือนพฤษภาคม 2550 มีรายการดังต่อไปนี้
1. เหล้า กระเทียม ทั้งสองอย่างนี้จะยิ่งกระตุ้นเยื่อบุกระเพาะอาหาร ส่งผลให้เป็นโรคกระเพาะอาหาร อักเสบ และเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้
2. น้ำตาลหรืออาหารหวาน เช่น น้ำอัดลม ลูกอม ช็อกโกแลต เพราะจะทำให้โปรตีนรวมตัวกับน้ำตาล ส่งผลต่อการ ดูดซึมโปรตีนทุกชนิด และลดสมรรถภาพการทำงานของระบบหมุนเวียนเลือดและไต
3. ชาแก่ จะทำ ให้กรดเกลือของน้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือ จาง เกิดอาการใจสั่น เวียนศีรษะ มือเท้าไม่ มีแรง
4. ลูกพลับ เป็นตัวกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดเกลือออกมามาก ทำให้เจ็บหน้าอก คลื่นไส้ และเป็นแผลในกระเพาะอาหาร
5. กล้วย เพราะจะเพิ่มธาตุแมกนีเซียมในเลือดให้สูงขึ้น ทำให้สูญเสียสัดส่วนของแคลเซียม และแมกนีเซียม เป็นการยับยั้งการทำงานของหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นอันตรายต่อ สุขภาพอย่างมาก
6. ผัก เพราะหากรับประทานผักอย่างเดียวขณะท้องว่าง จะทำให้ท้องอืด
7. นมและถั่วเหลือง แม้จะอุดมด้วยโปรตีน แต่จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อกระเพาะอาหารมีสารประเภท แป้งอยู่
แถมท้ายอีกนิดว่า ขณะท้องว่างไม่ควรอาบน้ำและออกกำลังกาย เพราะอาจทำให้เกิด อาการช็อกได้ง่าย เนื่องจากน้ำตาลในเลือดต่ำ
10 health tips
1. สำรองผลไม้ในตู้เย็นผักผลไม้ที่ควรสำรองในตู้เย็นอย่าให้ขาด ได้แก่ กะหล่ำปลี แครอท ส้มแอปเปิ้ล ซึ่งนอกจาก จะมีประโยชน์มากสำหรับสาว ๆ ที่กำลังไดเอตแล้วการรับประทานผักผลไม้เป็นประจำยังช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วยนะ
2. เหงือกดีด้วยน้ำชายามเช้าองค์การอาหารและยาของสหรัฐและสวีเดน บอกว่า การบ้วนปากในช่วงเช้าด้วยน้ำชา จะช่วยลด แบคทีเรียในช่องปากได้เนื่องจากสารโพลีฟีนอลจะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ที่เป็นต้นเหตุ ของ ฟันผุส่วนการดื่มชาหลังมื้ออาหาร ก็ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเหงือกได้
3. ดื่มน้ำมากขึ้นดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 5 แก้ว จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้ เกือบ 50 %เชียวล่ะ
4. เปลือยเท้าคลายเครียดการย่ำเท้าเปล่า ไปบนทรายนุ่ม ๆ จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายเนื่องจากการเดินเท้าเปล่า จะช่วย กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด
5. รับแสงแดดอ่อน ๆมีข้อมูลจากการวิจัยระบุว่าผู้หญิงที่ไม่ค่อยโดนแดดเอาเสียเลยมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้หญิงที่อยู่ในเมืองที่มีแดดเนื่องจากแสงแดดช่วยสังเคราะห์วิตามินดีในร่างกายแต่การโดนแดดจัดในช่วงบ่าย ๆ ก็เป็นอันตรายเช่นกัน ควรรับแดดอ่อน ๆในช่วงเย็นจะดีกว่า
6. หันมารับประทานขนมปังโฮลวีทกันเถอะสำหรับมื้อว่างยามบ่าย แทนที่จะไปคว้าคุ๊กกี้หรือเค็กช็อกโกแลตซึ่งเพียบด้วยแคลอรี่ เปลี่ยนมาทาน ขนมปังโฮลวีทสัก 2 แผ่นรับรองว่า จะช่วยให้คุณรู้สึกมีกำลังวังชาแล้วยังไม่อ้วนอีกด้วยล่ะ
7.สลัดปลาทูน่าเพิ่มความจำใครที่รู้ตัวว่า เริ่มจะหลง ๆ ลืม ๆ ลองหันมาทานสลัดปลาทูน่าหรืออาหารเมนูปลา รวมทั้ง เพิ่มอาหารที่มีวิตามินบี2 เช่น ไข่ นมถั่วเหลือง นอกจากจะช่วยให้อารมณ์ดีแล้ว ยังช่วยเพิ่มพลังความจำให้กับสมองได้
8. เดินไวไว ช่วยทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงคนที่ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกาย แต่ยังห่วงใยสุขภาพของตัวเองอยู่ลองใช้วิธีเดินให้ไวขี้นอีกนิด อาจใช้เวลาเดินในช่วงเช้า หรือหลังเลิกงาน เดินไปที่ป้ายรถเมล์สักสามสี่ป้ายหรือเดินขึ้นลงบันไดให้ได้ วันละ 20 นาทีจะช่วยบริหารหลอดเลือดหัวใจให้แข็งแรงและยังทำให้หุ่นสลิมสมส่วนเป็นของแถม
9. เติมไขมันดี ๆ ให้ร่างกายไขมันนั้น ไม่ได้เป็นผู้ร้ายซะทีเดียว เพระไขมันมีอยู่หลายชนิดไขมันที่เป็นมหามิตรกับร่างกายน่ะ หากร่างกายขาดแคลนอาจมีผลต่อการดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค และทำให้รู้สึกอ่อนเพลียได้เลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันชนิดไม่อิ่มตัว จากน้ำมันมะกอก น้ำมันถั่ว และไขมัน โอเมก้า 3 จากปลา ซึ่งเป็นไขมันดี ๆ ที่ไม่เพียงให้ พลังงานทำให้มีเรี่ยวแรงแล้ว ยังช่วยป้องกันโรคมะเร็งและหัวใจอีกด้วย
10. Just Do Nothingลองหยุดภารกิจวุ่น ๆ สักสัปดาห์ละวัน หรือวันละ 1 ชั่วโมงให้ปลอดจากเรื่องงาน และคนรอบข้าง ใช้เวลาอยู่คนเดียวตามลำพังจะช่วยทำให้คุณรู้สึกสงบ เป็นเวลาที่จะได้เรียนรู้วิธีหยุดพักใจอาจจะฟังเพลง เงียบ ๆ คนเดียว หรืออาบน้ำอุ่น ๆแล้วอ่านหนังสือเล่มโปรด ค่อย ๆ จิบน้ำชา ชมดอกไม้เป็นการเติมความรื่นรมย์ด้านจิตใจ ทำให้คุณสดชื่นและมีความสุขอย่างไม่น่าเชื่อ และยังห่างไกล จากโรคความรีบร้อนอันหมายถึง โรคที่ทำให้คุณตื่นตัว และเร่งรีบจนแทบไม่มีเวลาสำหรับตัวเอง
No comments:
Post a Comment